15/Jul/2026 12:00 PM

คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดเวลาคุยเรื่องลดค่าไฟในโรงงานคือ "ควรเริ่มจากตรงไหน" คำตอบสั้นๆ คือ เริ่มจากของที่กินไฟมากที่สุด ไม่ใช่ของที่เปลี่ยนง่ายที่สุด ซึ่งฟังดูเหมือนกำปั้นทุบดิน แต่ในทางปฏิบัติหลายโรงงานเริ่มจากการเปลี่ยนหลอดไฟ ทั้งที่หลอดไฟคิดเป็นสัดส่วนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของบิลทั้งใบ

ขั้นที่ 1 หาให้ได้ก่อนว่าอะไรกินไฟ

ในโรงงานทั่วไป มอเตอร์ไฟฟ้ากินไฟเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุด ทั้งปั๊ม พัดลม คอมเพรสเซอร์ สายพาน และเครื่องจักรการผลิต ถ้ายังไม่รู้ว่าตัวไหนกินเท่าไร ให้เริ่มจากสามอย่างนี้ก่อน โดยยังไม่ต้องซื้ออะไร

  • ทำรายการมอเตอร์ทั้งหมด พร้อมกำลังบนป้าย (kW) และจดว่าตัวไหน เดินกี่ชั่วโมงต่อวัน — ตัวที่เดิน 24 ชั่วโมงสำคัญกว่าตัวที่ใหญ่แต่เดินวันละชั่วโมง
  • วัดกระแสจริงตอนทำงาน ด้วยแคลมป์มิเตอร์ หลายเครื่องเดินที่โหลด ต่ำกว่าป้ายมาก ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามอเตอร์ใหญ่เกินงาน
  • ดูบิลค่าไฟย้อนหลัง 12 เดือน ว่าหน่วยต่อเดือนขึ้นลงตามการผลิตไหม ถ้าเดือนที่ผลิตน้อยแต่ค่าไฟไม่ลด แปลว่ามีอะไรเดินทิ้งไว้ตลอด

ขั้นที่ 2 คิดค่าไฟของมอเตอร์แต่ละตัวเอง ด้วยการคูณสามครั้ง

ไม่ต้องใช้โปรแกรมอะไร แค่คูณเลขสามครั้งก็เห็นภาพแล้ว

กำลังที่ใช้จริง (kW) × ชั่วโมงต่อวัน × วันต่อเดือน × ค่าไฟต่อหน่วย = ค่าไฟต่อเดือนของมอเตอร์ตัวนั้น

ตัวอย่างให้เห็นวิธีคิด สมมติมอเตอร์ตัวหนึ่งวัดได้ว่ากินจริง 15 kW เดิน 20 ชั่วโมง ต่อวัน 26 วันต่อเดือน และค่าไฟหน่วยละ 4.5 บาท

15 × 20 = 300 หน่วยต่อวัน · 300 × 26 = 7,800 หน่วยต่อเดือน · 7,800 × 4.5 = 35,100 บาทต่อเดือน หรือราว 421,000 บาทต่อปี จากมอเตอร์แค่ตัวเดียว

พอเห็นตัวเลขรายปีของแต่ละตัวเรียงกัน จะรู้ทันทีว่าควรเอาเวลาไปลงกับตัวไหน และจะเห็นด้วยว่า ส่วนต่างประสิทธิภาพไม่กี่เปอร์เซ็นต์บนเครื่องที่เดินทั้งวัน เป็นเงินมากกว่าการเปลี่ยนหลอดไฟทั้งโรงงาน

ขั้นที่ 3 สี่จุดที่แก้แล้วเห็นผลจริง

1. เครื่องที่ใหญ่เกินงาน

มอเตอร์และปั๊มที่เลือกเผื่อไว้มากเกินไปจะทำงานอยู่นอกช่วงประสิทธิภาพที่ออกแบบไว้ ผลคือใช้พลังงานต่อปริมาณงานสูงกว่าที่ควร วิธีสังเกตง่ายสุดคือ วัดกระแสแล้วพบว่า ต่ำกว่าพิกัดบนป้ายมาก หรือต้องหรี่วาล์วทิ้งไว้ตลอดเพื่อไม่ให้แรงดันเกิน

2. การหรี่วาล์วแทนการลดรอบ

ถ้าระบบต้องหรี่วาล์วหรือแดมเปอร์ไว้ตลอดเวลา แปลว่ากำลังจ่ายพลังงานเข้าไปเต็มที่ แล้วโยนส่วนเกินทิ้งที่วาล์ว ปั๊มและพัดลมเป็นโหลดที่กำลังแปรผันตามกำลังสามของรอบ การลดรอบเหลือ 80% ทำให้ปริมาณเหลือราว 80% แต่กำลังที่ใช้เหลือราว 51% นี่คือเหตุผลที่การคุมรอบด้วยอินเวอร์เตอร์ให้ผลชัดในงานกลุ่มนี้

3. ของที่เดินทิ้งไว้โดยไม่มีใครสังเกต

ปั๊มสำรองที่เดินคู่ไปด้วยทั้งที่ไม่จำเป็น คอมเพรสเซอร์ที่เดินตอนไม่มีการผลิต พัดลมระบายอากาศที่เปิดค้างข้ามคืน สามอย่างนี้เจอได้แทบทุกโรงงานและแก้ได้โดย แทบไม่ต้องลงทุน แค่ทบทวนตารางเดินเครื่องกับติดตั้งตัวตั้งเวลา

4. ระบบท่อและสายพานที่ต้านงานตัวเอง

ท่อเล็กเกินไป ตะกรันเกาะ วาล์วที่เปิดไม่สุด หรือสายพานตึงเกิน ล้วนทำให้เครื่อง ต้องออกแรงมากขึ้นเพื่อให้ได้งานเท่าเดิม ปัญหากลุ่มนี้ต้องแก้ที่ระบบ การเปลี่ยนมอเตอร์เป็นรุ่นประหยัดไฟโดยไม่แตะต้นเหตุจะได้ผลน้อยกว่าที่คาดไว้มาก

สิ่งที่มักไม่คุ้มเท่าที่คิด

  • เปลี่ยนมอเตอร์สำรองที่แทบไม่ได้เดิน — ส่วนต่างประสิทธิภาพ ต้องคูณด้วยชั่วโมงเดินเครื่องถึงจะเป็นเงิน เครื่องที่เดินปีละไม่กี่ชั่วโมงควรใช้ ต่อจนหมดอายุ
  • เปลี่ยนมอเตอร์โดยไม่ตรวจจุดทำงานของปั๊ม — มอเตอร์ประสิทธิภาพสูง มักหมุนเร็วขึ้นเล็กน้อยที่โหลดเดียวกัน ถ้าไปขับปั๊มหรือพัดลมโดยไม่ปรับอะไรเลย รอบที่เพิ่มขึ้นอาจกินไฟเพิ่มจนกลืนส่วนที่ประหยัดได้
  • ติดอุปกรณ์ประหยัดไฟที่อ้างว่าลดได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนอะไร — ถ้าไม่มีการวัดก่อนและหลังด้วยวิธีเดียวกัน ก็ไม่มีทางรู้ว่าลดจริงหรือลดเพราะ เดือนนั้นผลิตน้อยลง

วิธีพิสูจน์ว่าสิ่งที่ทำได้ผลจริง

วัดก่อนและหลังด้วยเงื่อนไขเดียวกัน อย่าเทียบบิลค่าไฟข้ามเดือนตรงๆ เพราะปริมาณ การผลิตกับอากาศเปลี่ยนไปด้วย ตัวเลขที่เทียบได้จริงคือ หน่วยไฟฟ้าต่อหน่วยผลผลิต เช่น kWh ต่อหนึ่งตันสินค้า หรือ kWh ต่อ น้ำหนึ่งลูกบาศก์เมตร ถ้าตัวเลขนี้ลดลง แปลว่าประหยัดได้จริงไม่ว่าจะผลิตมากหรือน้อย

คำถามที่พบบ่อย

ควรเริ่มจากเปลี่ยนมอเตอร์ หรือติดอินเวอร์เตอร์ก่อน

ขึ้นกับว่าตอนนี้หรี่วาล์วอยู่หรือไม่ ถ้าระบบต้องหรี่วาล์วหรือแดมเปอร์ไว้ตลอด การคุมรอบมักให้ผลก่อนและมากกว่า แต่ถ้าเดินเต็มรอบอยู่แล้วตลอดเวลา การเปลี่ยน มอเตอร์เป็นคลาสประสิทธิภาพสูงกว่าจึงเป็นทางที่ตรงกว่า

ค่าไฟลดลงเดือนนี้ แปลว่าที่ทำไปได้ผลใช่ไหม

ยังสรุปไม่ได้ ต้องดูว่าเดือนนั้นผลิตเท่าเดิมหรือเปล่า ถ้าผลิตน้อยลงค่าไฟก็ลดอยู่แล้ว ให้เทียบด้วยหน่วยไฟฟ้าต่อหน่วยผลผลิตแทน จะตัดผลของปริมาณการผลิตออกไปได้

มอเตอร์เก่าพัง ควรพันขดลวดใหม่หรือซื้อใหม่

ถ้าเป็นเครื่องที่เดินหลายพันชั่วโมงต่อปี ควรเทียบส่วนต่างค่าไฟระยะยาวกับส่วนต่าง ราคาก่อน เพราะการพันใหม่มักทำให้ประสิทธิภาพลดลงจากเดิมเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นเครื่อง สำรองที่แทบไม่ได้เดิน การซ่อมมักคุ้มกว่า

โรงงานเล็กที่ไม่มีทีมวิศวกรจะเริ่มเองได้ไหม

ได้ สามอย่างแรกในบทความนี้ทำเองได้ทั้งหมด คือทำรายการมอเตอร์ จดชั่วโมงเดินเครื่อง และคูณเลขหาค่าไฟรายตัว แค่นี้ก็พอรู้แล้วว่าควรเรียกคนมาดูจุดไหนก่อน โดยยังไม่ต้อง จ่ายค่าสำรวจ

ดาวน์โหลดเอกสารแนวทางการอนุรักษ์พลังงานในโรงงาน

ดาวน์โหลดเอกสารแนวทางการอนุรักษ์พลังงาน (PDF)